สยามฮา | ภาพยนตร์ | ละครย้อนหลัง | รายการวาไรตี้ | ฟังวิทยุ | ดูทีวีย้อนหลัง | เกมส์ | กลอน | ทํานายฝัน | สุขภาพ | ความรู้ | ข่าวพีอาร์ | บอร์ด | ลงโฆษณา



หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แม่  (อ่าน 7471 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
โบยบิน
Platinum Member
*

พลังถูกใจ LIKE : 145
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1664


...อิสรภาพอันแสนว้าเหว่...


« เมื่อ: สิงหาคม 10, 2011, 11:20:16 PM »

แม่เริ่มนับตอนคัพภะมาอาศัย

ความห่วงใยในลูกน้อยค่อยสมาน

สังขารแย่แม่เราหนอทรมาน

ข้าวสักจานแม่ทนฝืนกลืนลงคอ



หมายเหตุ  บางท่านอ่านกลอนของโบยบินแล้วอาจจะ ขัดๆ ตา(ใจ) นิดหน่อย คำว่า คัพภะมาอาศัย  เพราะถ้าหากว่าแปลโดยอรรถแล้ว คัพภะ ก็

หมายถึงครรภ์ แล้วครรภ์มันจะมาอาศัยอะไรอีก  แต่ในที่นี้โบยบินแปลคำบาลีคำว่า คัพภะ(คพฺภ) แปลโดยพยัญชนะว่า สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ได้ตั้งขึ้นแล้ว

ถ้าแปลอย่างนี้กลอนของโบยบินจึงจะได้ความ (เหมือนคำว่า สาธุ ถ้าแปลโดยอรรถก็จะแปลว่า ดีล่ะ  แต่ถ้าแปลเป็นพยัญชนะก็จะแปลว่า คำอันท่านกล่าว

แล้วย่อมเป็นคำยังประโยชน์ให้สำเร็จ)

ฉันมิใช่ศักดิ์ศรีกวีแก้ว           ไม่เพริศแพร้วฉันทลักษณ์เชิงอักษร
ไม่เจนจัดอรรถรสในบทกลอน   ขอวิงวอนยาจิตพินิจชม
โบยบิน
Platinum Member
*

พลังถูกใจ LIKE : 145
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1664


...อิสรภาพอันแสนว้าเหว่...


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2011, 11:31:23 PM »

แม่กล้ำกลืนขืนข่มบ่มเกษียร

แม่คลื่นเหียนเวียนไส้แม่ไม่ท้อ

ครบกำหนดทศมาสแม่วาดรอ

แม่จดจ่อขอดูหน้ายอดยาใจ



หมายเหตุ     เกษียร แปลว่าน้ำนม     ทศมาส  คือเดือนที่สิบ

ฉันมิใช่ศักดิ์ศรีกวีแก้ว           ไม่เพริศแพร้วฉันทลักษณ์เชิงอักษร
ไม่เจนจัดอรรถรสในบทกลอน   ขอวิงวอนยาจิตพินิจชม
โบยบิน
Platinum Member
*

พลังถูกใจ LIKE : 145
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1664


...อิสรภาพอันแสนว้าเหว่...


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2011, 11:57:28 PM »

เฝ้าประคองส่องสอดกอดลูกน้อย

แม่เฝ้าคอยกล่อมเห่ไม่เฉไฉ

แม้อึดอัดไม่พลัดพรากอยากครรไล

แสนห่วงใยดวงใจแม่ชะแง้ดู

ฉันมิใช่ศักดิ์ศรีกวีแก้ว           ไม่เพริศแพร้วฉันทลักษณ์เชิงอักษร
ไม่เจนจัดอรรถรสในบทกลอน   ขอวิงวอนยาจิตพินิจชม
โบยบิน
Platinum Member
*

พลังถูกใจ LIKE : 145
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1664


...อิสรภาพอันแสนว้าเหว่...


« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2011, 12:12:02 AM »

แม่ซ่านซาบอาบเอิบลูกเติบใหญ่

คอยชี้ให้อ่าน ก.กา นั่นหมาหมู

เฝ้าเติมตักอักขราเหมือนว่าครู

ให้ความรู้เป็นปฐมบ่มวิชา

ฉันมิใช่ศักดิ์ศรีกวีแก้ว           ไม่เพริศแพร้วฉันทลักษณ์เชิงอักษร
ไม่เจนจัดอรรถรสในบทกลอน   ขอวิงวอนยาจิตพินิจชม
โบยบิน
Platinum Member
*

พลังถูกใจ LIKE : 145
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1664


...อิสรภาพอันแสนว้าเหว่...


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2011, 11:35:20 AM »

ห่วงเชื้อไขดั่งนัยนาคอยอารักข์

แม่พิทักษ์ปักป้องสองหัตถา

เฝ้าถวิลมิสิ้นสุดในบุตรา

หวั่นภยาจะแตะต้องให้หมองมัว

ฉันมิใช่ศักดิ์ศรีกวีแก้ว           ไม่เพริศแพร้วฉันทลักษณ์เชิงอักษร
ไม่เจนจัดอรรถรสในบทกลอน   ขอวิงวอนยาจิตพินิจชม
GASALONG
Global Moderator
Platinum Member
*

พลังถูกใจ LIKE : 1108
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7099



« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2011, 11:53:24 AM »




ขอร้องเถอะท่านทนาย  ตัวหนังสือที่ปรากฎ บนคอมของ ส.ว.เล็กเหลือเกินอ่านลำบาก  กรุณาขยายหน่อย เพราะตอนนี้ ส.ว.

ยึดได้คอมเครื่องเล็ก อ่านลำบากมาก please..! รูดซิบปาก ยิ้มเท่ห์ ยิ้ม


* mom2.jpg (104.58 KB, 399x347 - ดู 819 ครั้ง.)

แม้ยังเหลือ  ซากรัก  ประจักษ์อยู่

ต้องหดหู่  ร่ำไห้  กลางสายฝน

ถึงหยาดน้ำ  พร่ำพรู  สู่กมล

ลบให้พ้น  รอยช้ำ  ระกำทรวง
โบยบิน
Platinum Member
*

พลังถูกใจ LIKE : 145
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1664


...อิสรภาพอันแสนว้าเหว่...


« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2011, 02:41:14 PM »

คอยชี้ทางสร้างจริตติดลูกน้อย

หมั่นเฝ้าคอยบ่งชี้สิ่งดี-ชั่ว

ให้ศึกษาตำราวิชช์ไว้ติดตัว

อย่าเมามัวลุ่มหลงดงอบาย



จริต (อ่านว่า จะหริด)จริต แปลว่า จิตท่องเที่ยว สถานที่จิตชอบท่องเที่ยว หรืออารมณ์ที่ชอบท่องเที่ยวของจิตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มี 6 ประการ หมายถึง ความประพฤติ คือกิริยาอาการที่แสดงออกมาให้เห็น มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า จริย จริยา หรือ จรรยา โดยทั่วไปจะใช้หมายถึงกิริยาอาการที่ไม่ดี เช่น เสียจริต วิกลจริต ดัดจริต จริตจะก้าน แต่ในทางพุทธศาสนา หมายถึง ความประพฤติ, พื้นเพ นิสัยใจคอ มี 6 อย่างคือ

1.ราคจริต หนักไปทางรักสวยรักงามคือ พอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล ชอบการมีระเบียบ สะอาด ประณีต พูดจาอ่อนหวาน เกลียดความเลอะเทอะ มักชอบพัฒนาศิลปะให้แก่สังคม
2.โทสจริต หนักไปทางเจ้าอารมณ์มักโกรธ เป็นคนขี้โมโหโทโส พูดเสียงดัง เดินแรง ทำงานหยาบ แต่งตัวไม่พิถีพิถัน เป็นคนใจเร็ว ชอบจับผิด จึงมองข้อตลกของคนได้ดี จึงมักเป็นคนที่พูดจาได้ตลกและสนุกสนาน เนื่องจากเป็นคนตรงไปตรงมา ปกป้องสังคมจากการเสื่อมได้ดี
3.โมหจริต หนักไปทางลุ่มหลง ในทรัพย์สมบัติ นิสัยเห็นแก่ตัว อยากได้ของของคนอื่น ลุ่มหลงในลาภสักการะ ชื่อเสียงเกียรติยศ มักงมงายในบทบาทที่สังคมสมมุติให้ บ้าอำนาจ ถือความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ ยึดความเป็นสถาบันสูง
4.สัทธาจริต หนักไปทางเชื่อถือจริงใจ น้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ เชื่อโดยไร้เหตุผล พวกนี้ถูกหลอกได้ง่าย ใครแนะนำก็เชื่อโดยไม่พิจารณา ชอบเพื่อน ชอบร่วมกลุ่ม พวกมากลากไป แคร์สังคม กลัวคนนินทา ชอบช่วยเหลือผู้อ่อนแอ่
5.พุทธิจริต หนักไปทางใช้ปัญญาเจ้าปัญญาเจ้าความคิด มีความฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ การคิดการอ่าน ความทรงจำดี ถือหลักการ อนุรักษ์นิยม ชอบสั่งสอนคนอื่น
6.วิตกจริต หนักไปทางชอบคิดมาก ถ้าขี้ขลาดจะวิตก กังวล ฟู้งซ่านชอบคิด ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ คิดอย่างไม่มีเหตุผล เกินจริง ชอบแหกกฎเกณฑ์ ข้อดีคิดนอกกรอบ ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆต่อสังคม


อบาย 4
เดียรฉานโยนิ    กำเนิดเดียรฉาน
เดียรฉานโยนิ    กำเนิดเดียรฉาน
ปิตติวิสัย      ภูมิแห่งเปรต
อสุรกาย    พวกอสูร

                    คำว่า อบาย แปลว่า เสื่อมหรือหาความเจริญไม่ได้   เป็นชื่อของภพอันเป็นที่อุบัติของสัตว์ทั้งหลาย  ที่เกิดขึ้นด้วยผลแห่งบาปกรรม  ความเชื่อในเรื่องอบายนั้นมีอยู่ในศาสนาต่าง  ๆ แตกต่างกันออกไป ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา  บางส่วนเป็นเรื่องความเชื่อที่มีในศาสนาพราหมณ์ หลงเหลือเข้ามาปะปนอยู่ในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา  แต่โดยความหมายในแง่ของพระพุทธศาสนาแล้ว  อบายนั้นเป็นภพหรือภูมิอันเป็นที่อุบัติของสัตว์ผู้กระทำบาป   ซึ่งแตกต่างกัน กรรมได้ทำหน้าที่แบ่งแยกให้สัตว์เหล่านั้น  เกิดในภพภูมิที่แตกต่างกันออกไป อบายจึงแบ่งออกเป็น  4  กลุ่มด้วยกัน  คือ
                    1.นิรยะ   นรก มีลักษณะเป็นภูมิหรือภพ หรือปรโลกได้แก่โลกอื่น สัตว์ผู้เกิดในสถานที่นั้น เนื่องจากเกิดด้วยผลของอกุศลกรรม ซึ่งประสบความทุกข์ ความเร่าร้อน  ด้วยประการต่างๆ หนักบ้าง เบาบ้าง ตามแรงของบาปกรรมที่ตนได้กระทำเอาไว้
                    2.เดียรฉานโยนิ   กำเนิดสัตว์เดียรฉานนั้น ก็หมายถึงสัตว์เดียรฉานทั่ว ๆ ไปซึ่งมีอยู่ในโลกมนุษย์ มีมากเท้า มีสองเท้า มีสี่เท้า หรือไม่มีเท้าและมีอยู่แม้ในปรโลก  คือโลกอื่นๆ สัตว์เดียรฉานได้ชื่อว่าเป็นอบาย คือ หาความเจริญไม่ได้ ไม่สามารถพัฒนาให้มีความก้าวหน้า บรรพบุรุษของสัตว์เดียรฉานเคยเป็นอยู่อย่างไร  สัตว์เดียรฉานก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น สัตว์บางชนิดมนุษย์ช่วยให้มีความเปลี่ยนแปลง ก็เปลี่ยนแปลงได้เพียงเล็กน้อย
                    3.ปิตติวิสัย ภูมิแห่งเปรต  ก็เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ที่ท่านเรียกว่า เปตโลก แปลว่า โลกแห่งเปรต ตามหลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้น  แสดงถึงสภาพชีวิตที่ประสบความทุกข์ ความเดือดร้อน ความอดอยากหิวโหย บางชนิดก็มีอยู่ในโลกนี้  บางชนิดผลัดเปลี่ยนเสวยทุกข์บ้าง สุขบ้าง เช่น  เสวยสุขในตอนกลางวัน  อยู่เป็นเทพธิดาในกลางวัน  พอตกกลางคืนก็ไปเสวยทุกข์ทรมาน เรียกว่า  เวมานิกเปรต คือเปรตที่อยู่วิมาน  ส่วนหนึ่งก็เป็นเปรตในโลกอื่น
                    4.อสุรกาย คำว่า " อสุรกาย " นั้น  ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเพียงแต่ชื่อรายละเอียดภพของอสุรกาย เป็นอย่างไร ท่านก็ไม่ได้แสดงเอาไว้  แต่ว่าจากความหมายของรูปศัพท์   ก็หมายถึงชีวิตชนิดหนึ่งเป็น อทิสสมานกาย คือบุคคลไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเป็นจำพวกปีศาจ ที่บางครั้งบางคราวก็มีการหลอกหลอนคน  ดังนั้นจึงมีส่วนหนึ่งที่อยู่ในโลกนี้และมีอยู่ในโลกอื่น ๆ ที่ท่านใช้คำว่า ปรโลก ดังได้กล่าวมาแล้วว่า  ความเชื่อเรื่องอบายนั้น ได้มีมาก่อนพุทธศาสนา


ฉันมิใช่ศักดิ์ศรีกวีแก้ว           ไม่เพริศแพร้วฉันทลักษณ์เชิงอักษร
ไม่เจนจัดอรรถรสในบทกลอน   ขอวิงวอนยาจิตพินิจชม
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: